"เมื่อตะวันยอแสงเรี่ยวแรงก็เริ่มอ่อนล้า พักลงตงนี้ที่เดิมแล้วหลับตา ชมลม ชมไทย จะพาเรี่ยวแรงคุณกลับคืน"

ชมไทย www.chomthailand.com ติดต่อโฆษณา บทความ แนะนำการท่องเที่ยว IDLINE : akechomthai T. 089-780 1770 e-mail : chomthailand@gmail.com

โฮมสเตย์ วิถีชีวิต ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ  Chomthailand

 ลืมรหัสผ่าน
 ลงทะเบียน

ธนบุรี...ถิ่นน่าเที่ยว

เข้าชม/อ่าน 871 ครั้ง2018-3-26 09:59

ธนบุรี...ถิ่นน่าเที่ยว

เรื่องและภาพโดย เอก ชมไทย

เริ่มต้นปั่น ๆ

วันนี้ผมตื่นแต่เช้า  ออกจากบ้านตามนัดที่ให้ไว้กับน้องในกลุ่มท่องเที่ยวชมไทย ชื่อน้องปู ซึ่งตอนนี้ผันตัวเองมาเป็นไกด์ปู  อาชีพที่เธอใฝ่ฝันตั้งแต่เคยรู้จักกันเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ตอนนี้น้องปูมาทำทัวร์จักรยานในเส้นทางกรุงเทพฯ และฝั่งธนบุรี เรานัดกันที่ท่าเรือสาธร สถานีรถไฟฟ้าตากสิน  


ผมเอารถยนต์มาจอดที่ BTS หมอชิต แล้วนั่งรถไฟฟ้ามาลงสถานีนี้ตามที่นัดไว้  พร้อมกับน้องต้นน้องในชมไทยที่จะมาเก็บภาพถ่ายและวีดิโอในทริปนี้ด้วย   จริงๆ ไกด์ปูชวนผมมานานแล้วให้มาท่องเที่ยวแบบปั่นจักยานในเส้นทางเกาะรัตนโกสินทร์ ซึ่งผมเองก็ไม่เคยว่างเลยสักที แต่ครั้งนี้ไกด์ปูบอกพิเศษเลย เพราะจะเป็นการสำรวจเส้นทางใหม่ผ่านทั้งชุมชน ตลาด วัดวาอารามอันหลากหลาย ผมต้องชอบแน่ๆ   พอโอกาสอำนวยผมจึงตัดสินใจมาร่วมทริปในครั้งนี้   



หลังจากที่สมาชิกมาครบกันทุกคนแล้ว  เราจีงไปเช่ารถจักรยานแถวๆ ซอยเจริญกรุง 50 ราคาค่าเช่าคันละ 300 บาท ปั่นได้ทั้งวัน ทางร้านจะขอบัตรประชาชนเอาไว้ ถ้าเป็นฝรั่งก็จะขอหนังสือเดินทาง จักรยานมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งรถจักรยานแม่บ้านธรรมดา รถจักรยานเสือภูเขา จักรยานเสือหมอบ  ผมเลือกเอาคันที่นั่งแบบสบายๆ มีเกียร์  ปรับตัวนิดหน่อยซ้อมขี่ไป ขี่มาหน้าร้านพอคล่องตัวเราก็เริ่มเดินทางตามแผน

 

ปั่นเอาสังคม

ทริปนี้ต้องบอกก่อนเลยว่าเราไม่ได้มาปั่นเอาความเร็ว หรือระยะทาง เรามาปั่นเอาสังคมล้วนๆ ตามชื่อเรื่องที่ตั้งไว้ คือ ปั่นเรื่อยๆ แวะชมโน้น ชมนี่  พูดคุยกับแม่ค้า ชาวบ้าน ผู้คน พบเจออะไรน่าสนใจเราก็จอดถ่ายรูปจนพอใจ  ขอเพียงเราขี่จักรยานเป็น ไม่จำเป็นต้องเป็นนักกีฬาอะไร การใช้เกียร์ของจักยานผมก็ตั้งในระดับกลางๆ ไว้  เช่นถ้ามีเลขเกียร์ถึงเลย 9  เราก็ตั้งเกียร์ไว้ที่เลข 5   แต่พอได้ปั่นไปเรื่อยๆ ผมก็เริ่มสนุก เปลี่ยนเกียร์ไป เปลี่ยนเกียร์มาจนเคยมือ คุมจังหวะเองว่าถ้าออกตัวหรือขึ้นเนิ่นชันก็ใช้เกียร์ตัวเลขต่ำ พอปั่นได้ความเร็วสักหน่อยก็เพิ่มเกียร์ขึ้นไปอีกเรื่อยๆ จนรู้สึกสบายในการออกแรงปั่น จริงๆ มันก็หลักการเดียวกับการขับรถยนต์ หรือรถมอเตอร์ไซด์นั่นเอง    



จุดหมายแรกที่ไกด์ปูจะพาไป จะเป็นอาคารเก่ากรมศุลกากร อายุกว่า 100 ปี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ระหว่างทางแวะชิมโรตีกับกาแฟโบราณร้านอิสรามอยู่หัวมุม ตรงเจริญกรุง 42  เพื่อรองท้องเพิ่มกำลังวังชา เรา ใช้เวลาปั่นไม่ถึง 15 นาทีเราก็ถึง ตัวอาคารมีรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยคลาสสิค เป็นรูปสี่เหลี่ยมยาวแผ่ขนานไปกับแม่น้ำเจ้าพระยา มีระเบียงทางเดินด้าน หน้าซึ่งประกอบด้วยซุ้มหน้าต่างตลอดแนวอาคาร ชั้นล่างเป็นซุ้มสี่เหลี่ยมเรียบๆ ส่วนชั้น 2-3 เป็นซุ้มโค้ง ขอบระเบียงเป็นลูกกรงแก้วปูนปั้น มีเสาอิงเป็นระยะสลับกับแนวหน้าต่าง ช่วงกลางเป็นจั่ว รูปสามเหลี่ยมบรรจุนาฬิกาทรงกลมในจั่ว เหนือจั่วมีกระบังหน้าคล้ายมงกุฎปั้นเป็นตราแผ่นดิน   พอเข้ามาชมแล้วรู้สึกเสียดายการดูแลรักษา และยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากคุณค่าทางสถาปัตยกรรมของอาคารอย่างเต็มที่ จนกลายเป็นอาคารเก่าแก่ริมน้ำอาคารหนึ่ง  จริงๆ ใกล้ๆ กันยังมีสถานีดับเพลงบางรัก   ที่หลายๆ คนคงพอรู้จักบ้างแล้ว เราเลยเลือกมาที่อาคารกงศุลเก่าแห่งนี้แทน


ลัดเลาะชุมชนต่างศาสนาและวัฒนธรรม

                เราปั้นจักรยานเลาะริมแม่น้ำเจ้าพระยาตามเส้นทางถนนทรงวาด บางช่วงไกด์ปูก็นำเข้าเส้นทางตรอก ซอย ลัดเลาะชุมชนมุสลิม   ผ่านศาลเจ้าโจ๋วซือกง  วัดแม่พระลูกประคำ (กาลหว่าร์) โบสถ์คริสต์สไตล์กอธิคงดงาม  และวัดปทุมคงคาราชวรวิหาร แต่ละที่เราก็แวะนมัสการ ถ่ายภาพตามที่เวลาจะเอื่ออำนวย เพราะโปรแกรมวันนี้เรายังต้องไปอีกหลายที่ทีเดียว สิ่งที่ได้เห็นคือความกลมเกรียวถ่อยที่ถ่อยอาศัยกันของชุมชนที่อยู่ติดกันครับ มันเป็นความสวยงามในความรู้สึกจริงๆ  ผมพูดกับไกด์ปูและน้องๆ ว่ารู้สึกดีมากเลยที่ได้มาปั่นจักรยานแบบนี้ ไม่คิดเลยครับว่าในเมืองหลวงย่านนี้จะมีอะไรที่เราได้เห็น ได้ชมวัฒนธรรมที่หลากหลายเช่นนี้  ผมเองเดินทางไปทั่วในหลายๆ จังหวัดได้เห็นวัฒนธรรมแต่ละท้องถิ่นมาก็มาก แต่ก็มองข้ามของใกล้ตัวในเมืองหลวงไปเสียสนิทจนได้มาปั่นชมเมืองในทริปนี้ ตอนปั่นอยู่นั้นในใจคิดว่า คนไทยยังเที่ยวแบบนี้กันน้อยอยู่ น้อยคนที่จะสนใจเที่ยววิถีเมือง เที่ยววัฒนธรรมแบบนี้ มีแต่ฝรั่งชาวต่างชาติที่สนใจ  คุยกับไกด์ปูเหมือนกันว่าปกติ รับนักท่องเที่ยวไทยไหม ไกด์ปูบอกว่ารับหมด แต่ส่วนใหญ่จะมีแต่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ  จริงๆ เส้นทางเหล่านี้ เราอาจมาปั่นกันเองก็ได้ครับ แต่ควรต้องวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าเราจะไปไหนบ้าง จากจุดนี้จะไปต่อจุดนั้นอย่างไร ไปไม่ถูกตรงไหนก็อาศัยการสอบถามทางไปเรื่อยๆ แต่อาจต้องเสียเวลาพอควร เพราะต้องคำนวณเวลาการหลงทางไว้ด้วย ถ้ามีคนนำทางเป็นรีดเดอร์ด้วยจะดีมาก ผมปั่นตามก็คอยสังเกตหลายๆ ครั้งไกด์ปูก็จอดแวะถามเส้นทางและสถานที่น่าสนใจเรื่อยๆ เหมือนกันครับ   การมีไกด์นำในการปั่น ขอดีคือเรารู้จุดหมายว่าจะไปตรงไหนบ้าง  มีคนคอยระวังทางให้  คอยบอกผู้ใช้ถนนร่วมว่ามีขบวนจักรยานมา คอยกั้นทางข้าม  ระหว่างปั้นก็ใช้สัญลักษณ์มือ  เลี้ยวซ้าย  เลี้ยวขวา   ชะลอความเร็ว หยุดรถ ระวังศรีษะ  ทำให้เราปั่นไปด้วยความสบายใจทีเดียว

 

แวะเที่ยวตลาดสำเพ็ง

ปั้นๆ พักๆ ถ่ายรูปมาเรื่อย ระยะทางประมาณ กิโลเมตร.  เราก็มาถึง ตลาดสำเพ็ง  ตลาดซึ่งมีของทุกอย่างครบครัน ระหว่างที่เดินชมตลาดผมซื้อกระเป๋าสะพายข้างมันเป็นลายไทยๆ ทำด้วยผ้าผสมหนังเทียม ราคา 200 บาทมา 1 ใบเอาไว้ใส่ของกระจุกกระจิก  ถ้านึกภาพไม่ออกว่าตลาดสำเพ็งเป็นอย่างไร สำเพ็งเป็นตลาดที่มีของใช้ของประดับเกือบทุกชนิด ตั้งแต่ สินค้าพวกกิฟท์ช้อป เครื่องประดับผม สร้อยคอ ต่างหู แหวน กำไล ที่คาดผม เครื่องประดับนานาชาติ ทั้งหลาย กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง พวงกุญแจ ที่ห้อยมือถือ เครื่องเขียนแบบน่ารักๆ ไปจนถึงพวกกระดาษห่อของขวัญ สมุดปากกา โอมากมายจนบรรยายไม่หมด ถึงตรงสำเพ็งต้องลงจากจักรยานแล้วเข็นเอาครับ อยู่ที่นี่สักพัก ถ่ายภาพเก็บบรรยากาศความเป็นสำเพ็งแล้ว ก็ต้องออกมาปั่นมุ่งสู่จุดหมายต่อไป  ระหว่างทางปั่นผมได้เห็นภาพวาดแนวอาร์ต ที่ผนังตึกอยู่บ้างครับ ภาพที่ใหญ่และเด่นสุดน่าจะเป็นภาพช้าง 2กลับหัวตัวเอาก้นชนกัน  อีกภาพภาพเสือสีชมพู  2 ภาพนี้อยู่ใกล้ๆ สำเพ็งครับถ้ามีโอกาสได้ไปเราถามคนแถวนั้นได้เลยครับว่าภาพที่ว่านั้นอยู่ตรงไหน

 

ตลาดยอดพิมาน (ปากคลองตลาด)

ออกจากตลาดสำเพ็งเราปั่นผ่านสะพานพุทธ แวะพักซื้อน้ำท่ากินใต้สะพานพุทธแล้วก็มาที่ ตลาดยอดพิมาน   จากข้อมูลที่ผมไปค้นคว้ามาปากคลองตลาดเป็นตลาดดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 4 ของโลก และยังเป็นตลาดกล้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก และถือว่าเป็นตลาดดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุด และคึกคักที่สุดของเมืองไทย ซึ่งบริเวณปากคลองตลาดแห่งนี้ ก็ใช่ว่าจะมีแต่ดอกไม้ขายเพียงอย่างเดียว ยังมีผลิตผลทางการเกษตร พวกผัก ผลไม้ มาวางขายอีกด้วย โดยในบริเวณนี้มีตลาดใหญ่ๆ อยู่รวมกันถึง 3 ตลาด ก็คือ ตลาดองค์การตลาด ตลาดยอดพิมาน และตลาดส่งเสริมเกษตรไทย จากปากคลองตลาด  ตลาดยอดพิมาน   เราเอาจักรยานข้ามเรือที่ท่าปากคลองตลาดข้ามฝั่งมาที่ ท่าเรือวัดกัลยานิมิตร จากนี้ไปเราจะปั่นกันยาวๆ จุดหมายต่อไปคือ ตลาดน้ำคลองบางหลวง ระทางประมาณ   7 กิโลเมตร ลัดเลาะชุมชน   มุสลิม  ผ่านวัดราชสิทธารามก็ถึงตลาดน้ำคลองบางหลวง

 

ตลาดน้ำคลองบางหลวง

                คลองบางหลวง หรือคลองบางกอกใหญ่ เป็นที่ตั้งของชุมชนที่เรียกว่า ชุมชนริมคลองบางหลวง

มีตลาดริมน้ำ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ น่ารักๆ ให้นักเล่น ผมได้เห็นวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชาวบ้านแถบนี้ เป็นบ้านไม้ชั้นเดียวรูปทรงเก่าแก่ ในคลองมีปลาสวายตัวใหญ่ จำนวนมากให้นักท่องเที่ยวได้ให้อาหารถ่ายรูปกัน อย่างสนุกสนาน เรือหางยาวสีสวยวิ่ง ผ่านไปมาเกือบตลอดทั้งวัน  มุมที่ถ่ายรูปเรือหางยางที่สวยคือมุมบนสะพานไม้ข้ามคลอง จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของคลองบางหลวง คือ บ้านศิลปิน ที่นี่จะรวบรวมงานศิลปะแขนงต่างๆ ไว้มากมาย ทั้งงานจิตรกรรม งานผ้า และงานไม้ ในทุกๆ วันจะมีการโชว์การแสดงหุ่นละครเล็กให้ผู้มาเยือนได้ชมฟรีกันอีกด้วย  ผมใช้เวลาสั้นๆ เดินสำรวจจนทั่วตลาด ข้อดีของที่นี่คือคนไม่เยอะมากแต่มีนักท่องเที่ยวมาเรื่อยๆ  ผมเห็นมีโฮมสเตย์ให้ได้พักด้วย บรรยากาศดีทีเดียว ตอนนี้ไกด์

ปูเร่งเราแล้ว เพราะเรามีแผนจะต้องเอาจักรยานลงเรือหางยาวเพื่อล่องชมวิถีชีวิตทางน้ำ ไปที่อีกตลาดที่ ตลาดน้ำคลองลัดมะยม

 

ตลาดน้ำคลองลัดมะยม 

จากตลาดน้ำคลองบางหลวง ตลาดน้ำคลองลัดมะยม ใช้ระยะทาง  11 ก.ม.

เราเดินทางโดยการนั่งเรือหางยาว เราเอาจักรยานลงเรือ  แล้วนั่งมาตามเส้นทางคลองบางกอกใหญ่  (คลองบางหลวง)  ต่อด้วยคลองบางเชือกหนัง ระหว่างทางเรือจะจอดที่ตลาดน้ำวัดสะพาน  เพื่อขี่จักรยานชมวิวสวนมะพร้าว  และลงเรือ  อีกครั้ง ชมสวนกล้วยไม้ลุงนิยม จากสวนกล้วยไม้ เราลงเรือลัดเลาะต่อที่คลองลัดตาเหนียว    ก็จะถึงตลาดน้ำคลองลัดมะยม ผมชื่นชมไกด์ปูที่ออกแบบทริปได้อย่างน่าทึ่ง  ทำให้ทริปการปั่นจักรยานครั้งนี้มีความหลากหลาย ทั้งความเป็นเมือง และความเป็นวิถีชีวิตแบบบ้านๆ ได้เที่ยวทั้งบนบกและในน้ำ ทำให้เวลาที่ผ่านไปดูเร็วมากไม่น่าเบื่อ และไม่รู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยเลย กลับรู่สึกต้องตื่นตัวตลอดว่าต่อไปจะได้เจออะไรบ้าง


จุดเด่นของตลาดน้ำคลองลัดมะยม คือ อาหารนานาชนิดทั้งคาวและหวาน ไม่ว่าจะเป็น ก๋วยเตี๋ยว ส้มตำ ปลาช่อนเผาเกลือ อาหารทะเล  กุ้งเผา หมูสะเต๊ะ  ขนมจีน  ลูกชุบ ขนมไทย เฉาก๊วยโบราณ ฯลฯ  ที่มีให้เลือกรับประทานมากมายหลายชนิด  ทั้งในส่วนของตลาดน้ำแล้วที่มีเรือของ ชาวบ้านพายมาขายยังมีตลาดบก  โดยมีที่ให้นั่งทาน ทั้งแบบโต๊ะเตี้ยๆริมคลอง และแบบนั่งโต๊ะสะดวกสบายที่มีของขายอีกมากมาย เราฝากท้องกันที่นี่จนอิ่มแปล้ ก็ถึงเวลาต้องเดินทางกลับ

 

กลับเส้นทางสายใหม่

จากตลาดน้ำคลองลัดมะยม จากแผนเราต้องปั่นกันยาวๆ  โดยไม่ย้อนกลับทางเดิม ไกด์ปู  บอกมันมีเส้นทางลัดโดยไม่ต้องออกถนนใหญ่ได้หลายทางซึ่งเคยสำรวจมาแล้ว  แต่เมื่อปั่นไปสักพักดูเวลาแล้ว ไกด์ปูบอกเราควรนั่งเรือกลับกันอีกครั้ง ดีกว่าเพราะตอนนี้เมฆฝนเริ่มครึ้มๆ มาแล้ว  เรานั่งเรือจากคลอง ออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา มาขึ้นที่ท่าเรือรถไฟ เพื่อชมหัวรถจักรโบราณ  จากตลาดคลองลัดมะยม มาที่นี่มีระยะทาง 15 กิโลเมตร เราแวะถ่ายรูปที่หัวรถจักรแล้วขี่ผ่าน โรงพยาบาลศิริราช    วังหลัง  วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร วัดอรุณราชวราราม เราปั่นกันยาวๆ  ไปที่ท่าเรือเป๊บซี่  สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน  รวมระยะทางช่วงนี้  9 กิโลเมตร  ถึงท่าเรือก็นำจักรยานข้ามเรือกลับไปฝั่งท่าเรือสาธรคืนจักรยานที่ซอยเจริญกรุง 50  เป็นอันจบทริป เราร่ำลากันพร้อมสัญญาว่ามีโอกาสเราจะมาปั่นเอาสังคมกันอีกครั้ง  ทริปเดียวในหนึ่งวันเช้าจรดค่ำ รวมระยะทางในการปั่นจักรยานและนั่งเรือของเราทั้งหมดในทริปนี้ประมาณ  40 กิโลเมตรด้วยกัน

 

ความประทับใจของผม จริงๆ ทริปนี้เป็นทริปที่น่าประทับใจสำหรับผมมาก เป็นการปั่นจักรยานชมเมืองเป็นครั้งแรกของผม  พอเห็นอะไรก็ตื่นเต้นไปหมด แต่ที่พิเศษที่สุดสำหรับผม ผมชอบหลายที่ครับ ที่ไม่ใช้สถานที่ท่องเที่ยวโดยตรง อ่านแล้วงงไหมครับ  คือผมชอบระหว่างทางที่ปั่นครับ  เพราะสถานที่ท่องเที่ยวก็จะมีอะไรที่โดดเด่นในตัวอยู่แล้วอันนี้ก็ชอบครับ  แต่การที่ผมได้ปั่นผ่านบ้านเรือน ชุมชน ได้คุย ถามทาง  ได้แวะกินกาแฟริมทางรถไฟ เป็นกาแฟเย็นโบราณแก้วละ 10 บาท ราคานี้หาไม่ได้ในเมืองใหญ่  แต่ผมได้กินกาแฟพร้อมรอยยิ้ม  ได้เห็นน้ำใจและไมตรีของผู้คน  หลายๆ คนอาจจะเป็นเหมือนผม  ว่าจริงๆ แล้ว “ที่ที่ชอบอาจไม่ใช่ที่ที่เที่ยวก็ได้”

 

รวมค่าใช้จ่ายคิดโดยประมาณ 

ค่ารถไฟฟ้า BTS ไปกลับสถานีสะพานตากสิน 100 บาท ค่าเช่าจักรยาน 300 บาท  ค่าเรือ ลำละ 800 บาท เช่า 2 ครั้งไปกลับ  1,600 บาทหาร 4 คนตกลนละ 400 บาท   ค่าอาหาร ค่าน้ำ กาแฟ ตลอดเส้นทาง 300 บาท  ซื้อกระเป๋าที่สำเพ็ง 200 บาท ค่าชมสวนกล้วยไม้ 20 บาท ค่าเรือข้ามฟาก  10 บาท  รวม 1,330 บาท คุ้มค่ากลับประสบการณ์ 1 วัน ที่ได้รับมาอย่างมากมาย  แล้วพบกันใหม่ทริปหน้าครับ


ติดต่อสอบถามข้อมูลท่องเที่ยวเพิ่มเติม

ไกด์ปู โทร 06-3230-1578   e-mail :  mail@othersideofbangkok.com

www.othersideofbangkok.com/

หรือที่ผม เอก ชมไทย e-mail :   chomthailand@gmail.com






เยี่ยมมากเลย

เข้าใจเลย

เห็นด้วยๆ

ซึ้งจังเลย

ขำฮาตรึม

ความคิดเห็น (0 ความคิดเห็น)

facelist doodle วาดภาพ

คุณต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อนจึงจะสามารถแสดงความคิดเห็นได้ ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

Archiver|WAP| ชมลม ชมไทย www.chomthai.com www.chomthailand.com ติดต่อ IDLINE : akechomthai Tel. 089-780 1770 e-mail : chomthailand@gmail.com

GMT+7, 2022-12-9 02:30 , Processed in 0.883643 second(s), 15 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน