Bookmark and Share

วัดพระธาตุลำปางหลวง-วัดไหล่หินหลวง

Detail

Zoom ++ Click

ถยอยลงตามลำดับการไปทัวร์ครั้งนี้เลยดีกว่าครับ ((อยากเรียกว่าทัวร์ 9 วัดจริงๆ อิอิอิ))
ออกเดินทางเช้สวันศุกร์ที่ 27 ไปถึงลำปางเอาเกือบบ่าย ที่แรกแวะวัดพระธาตุลำปางหลวงก่อนเลย พาคุณพ่อ
และพี่เล็กไปกราบสิ่งศักดิ์คู่บ้านคู่เมืองก่อน เมื่อปีหม่ก็ไปมาทีแล้ว
คราวนี้ไปอีกก็มีอะไรให้เก็บภาพกลับมาเยอะ

เหมือนเดิมครับไม่ PS ย่อใส่กรอบจบกัน ภาพเซทนี้มีเทคนิคซูมแฟลช อัดแฟลช ล๊อคแสงที่ฟ้า
ทั้งหมดด้วยเลนส์ไวด์ ลองดู F ครับ อยู่แถวๆ 22 เล่นกับแฟลชได้ภาพแปลกดี ไม่ต้องเพิ่งชอป

m_40f4fca.jpg oakeybear [2009-03-30 13:20:29] mail not show 192.168.1.222

1


Comment : 1

Zoom ++ Click

เริ่มกันที่ปากทางเข้าวัด ก็เจอกับวงดนตรีน้อยๆมาเปิดหมวกกันครับ

m_40f4fca.jpg oakeybear [2009-03-30 13:24:55] mail not show 192.168.1.222

Comment : 2

Zoom ++ Click

มาถึงก็เข้าวิหารเลยดีกว่า

m_40f4fca.jpg oakeybear [2009-03-30 13:27:19] mail not show 192.168.1.222

Comment : 3

Zoom ++ Click

ใส่ข้อมูลกันอีกหน่อย เพื่อใครสนใจอยากอ่าน อิอิอิ

วัดพระธาตุลำปางหลวง ตั้งอยู่ในเขตตำบลลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง
อยู่ห่างจากตัวเมืองลำปางไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ ๑๘ กิโลเมตร ตัววัดตั้งอยู่บนเนินสูง
มีการจัดวางผัง และส่วนประกอบของวัดสมบูรณ์แบบที่สุด มีสิ่งก่อสร้าง และสถาปัตยกรรมต่าง ๆ
บริเวณพุทธาวาสประกอบด้วย องค์พระธาตุลำปางหลวง เป็นประธาน มีบันไดนาคนำขึ้นไปสู่ซุ้มประตูโขง
ถัดซุ้มประตูโขงขึ้นไปเป็น วิหารหลวง บริเวณทิศเหนือขององค์พระธาตุมีวิหารบริวารตั้งอยู่คือ
วิหารน้ำแต้ม และ วิหารต้นแก้ว ด้านตะวันตกขององค์พระธาตุประกอบด้วย วิหารละโว้ และ หอพระพุทธบาท
ด้านใต้มี วิหารพระพุทธ และ อุโบสถ ทั้งหมดนี้จะแวดล้อมด้วยแนวกำแพงแก้วทั้งสี่ด้าน
นอกกำแพงแก้วด้านใต้มีประตูที่จะนำไปสู่เขตสังฆาวาส ซึ่งประกอบด้วยอาคาร หอพระไตรปิฎก กุฏิประดิษฐาน
พระแก้วดอนเต้า อาคารพิพิธภัณฑ์และกุฏิสงฆ์

m_40f4fca.jpg oakeybear [2009-03-30 13:29:47] mail not show 192.168.1.222

Comment : 4

Zoom ++ Click

ตามตำนานกล่าวว่า ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระเถระสามองค์ได้เสด็จจาริกไปตามบ้านเมืองต่าง ๆ
จนถึงบ้านลัมภะการีวัน (บ้านลำปางหลวง) พระพุทธเจ้าได้ประทับเหนือดอยม่อนน้อย มีชาวลัวะคนหนึ่งชื่อ
ลัวะอ้ายกอน เกิดความเลื่อมใส ได้นำน้ำผึ้งบรรจุกระบอกไม้ป้างมะพร้าว และมะตูมมาถวายพระพุทธเจ้า
พระพุทธองค์ได้ฉันน้ำผึ้งแล้วทิ้งกระบอกไม้ป้างไปทางทิศเหนือ แล้วทรงพยากรณ์ว่า
สถานที่แห่งนี้ต่อไปจะมีชื่อว่า ลัมพกัปปะนคร แล้วได้ทรงลูบพระเศียรได้พระเกศามาหนึ่งเส้น
มอบให้แก่ลัวะอ้ายกอนผู้นั้น ลัวะอ้ายกอนได้นำพระเกศานั้น บรรจุในผอบทองคำ
และใส่ลงในอุโมงค์พร้อมกับถวายแก้วแหวนเงินทองเป็นเครื่องบูชา แล้วแต่งยนต์ผัด(ยนต์หมุน) รักษาไว้
และถมดินให้เรียบเสมอกัน แล้วก่อเป็นพระเจดีย์สูงเจ็ดศอกเหนืออุโมงค์นั้น
ในสมัยต่อมาก็ได้มีกษัตริย์เจ้าผู้ครองนครลำปางอีกหลายพระองค์ มาก่อสร้างและบูรณะซ่อมแซม
จนกระทั่งเป็นวัดที่มีความงามอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

m_40f4fca.jpg oakeybear [2009-03-30 13:33:43] mail not show 192.168.1.222

Comment : 5

Zoom ++ Click

ในทางประวัติศาสตร์นครลำปาง วัดพระธาตุลำปางหลวงมีประวัติว่า เมื่อปี พ.ศ. ๒๒๗๕
นครลำปางว่างจากผู้ครองนคร และเกิดความวุ่นวายขึ้น
สมัยนั้นพม่าเรืองอำนาจได้แผ่อิทธิพลปกครองอาณาจักรล้านนาไว้ได้ทั้งหมด พม่าได้ยึดครองนครเชียงใหม่
ลำพูน โดยแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์พม่า
ท้าวมหายศเจ้าผู้ครองนครลำพูนได้ยกกำลังมายึดนครลำปาง โดยได้มาตั้งค่ายอยู่ภายในวัดพระธาตุลำปางหลวง
ครั้งนั้น หนานทิพย์ช้าง ชาวบ้านปงยางคก (ปัจจุบันอยู่อำเภอเกาะคา) วีรบุรุษของชาวลำปาง
ได้รวบรวมพลทำการต่อสู้ทัพเจ้ามหายศ โดยลอบเข้ามาในวัด และใช้ปืนยิงท้าวมหายศตาย
แล้วตีทัพลำพูนแตกพ่ายไป ปัจจุบันยังปรากฏรอยลูกปืนอยู่บนรั้วทองเหลืองที่ล้อมองค์พระธาตุเจดีย์
ต่อมาหนานทิพย์ช้างได้รับสถาปนาขึ้นเป็น พระยาสุลวะลือไชยสงคราม เจ้าผู้ครองนครลำปาง และเป็นต้นตระกูล ณ
ลำปาง เชื้อเจ็ดตน ณ เชียงใหม่ ณ ลำพูน ณ น่าน

m_40f4fca.jpg oakeybear [2009-03-30 13:35:45] mail not show 192.168.1.222

Comment : 6

Zoom ++ Click

ประตู ผนัง สี เก่าได้ใจไปหมด
ภาพนี้ได้คุณพ่อ นุ้น และพี่เล็กเป็นแบบเสียเลย อิอิ

m_40f4fca.jpg oakeybear [2009-03-30 13:41:02] mail not show 192.168.1.222

Comment : 7

Zoom ++ Click

เอ้า.........กราบบบบ

m_40f4fca.jpg oakeybear [2009-03-30 13:44:51] mail not show 192.168.1.222

Comment : 8

Zoom ++ Click

m_40f4fca.jpg oakeybear [2009-03-30 13:47:52] mail not show 192.168.1.222

Comment : 9

Zoom ++ Click

m_40f4fca.jpg oakeybear [2009-03-30 13:49:38] mail not show 192.168.1.222

Comment : 10

Zoom ++ Click

แนวภาพหลอนได้ใจ อิอิอิอิ
อัดคอนทราสไปสุดๆ ลดคัลเลอร์โทนกับแซททูแรชั่นจนสุดเช่นกัน ความคมเอาพอประมาณ ปกติที่เขาให้มา
วัดแสงที่วัตถุเลย ส่วนแฟลชก็สาดเอา ((สาดเสียเทเสีย อิอิอิ))

m_40f4fca.jpg oakeybear [2009-03-30 13:54:21] mail not show 192.168.1.222

Comment : 11

Zoom ++ Click

กลางวันแสกๆ

m_40f4fca.jpg oakeybear [2009-03-30 13:56:28] mail not show 192.168.1.222

Comment : 12

Zoom ++ Click

มนต์ดำ

m_40f4fca.jpg oakeybear [2009-03-30 13:57:41] mail not show 192.168.1.222

Comment : 13

Zoom ++ Click

m_40f4fca.jpg oakeybear [2009-03-30 13:58:32] mail not show 192.168.1.222

Comment : 14

Zoom ++ Click

เดินไปเดินมาเจอมุมซ้ำๆ ไม่รู้ถ่ายอะไร

m_40f4fca.jpg oakeybear [2009-03-30 13:59:33] mail not show 192.168.1.222

Comment : 15

Zoom ++ Click

ตัดมาที่วัดไหล่หินหลวงเลยดีกว่า

วัดไหล่หินหลวง หรือ วัดเสลารัตนปัพพตาราม ต.ไหล่หิน อ.เกาะคา จ.ลำปาง

วัด ไหล่หินหลวงปรากฏชื่อตามตำนานคือวัดเสลารัตนปัพพตาราม หรือวัดไหล่หินแก้วช้างยืน
คนไหล่หินนิยมเรียกสั้น ๆ ว่าวัดหลวง เป็นโบราณสถานที่ประกอบด้วยองค์ธาตุเจดีย์ ซุ้มประตูโขง
วิหารโบราณสร้างในสมัยพระนารายณ์มหาราช ในปี 2226
ที่มีครูบามหาป่าเจ้าและเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุงร่วมสร้างในขณะนั้นที่แสดงคุณ
ค่าของศิลปะปูนปั้นสกุลช่างลำปาง ตลอดจนอุโบสถหลังเล็กประดับด้วยลวดลายไม้ฉลุและแก้วสีต่าง ๆ
สร้างจากแรงศรัทธาของเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิตย์ เจ้าผู้ครองนครลำปางองค์สุดท้าย
วัดไหล่หินหลวงได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมื่อปี 2523 อยู่ห่างจากตัวอำเภอเกาะคาประมาณ 7 กิโลเมตร
มีประเพณีที่สำคัญ คือ งานปี๋ใหม่เมือง(สงกรานต์) งานตานก๋วยสลาก งานสวดเบิกยี่เป็ง และงานบุญอื่น ๆ
อีกมากมาย ปัจจุบันวัดไหล่หินหลวงได้มีแรงศรัทธาจากชาวบ้านช่วยกันดูแลรักษาทั้งโบราณ สถาน โบราณวัตถุ
ขนบธรรมเนียมประเพณีของชุมชนให้คงอยู่ไว้
นอกจากนั้นยังมีพิพิธภัณฑ์ที่เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนเป็นคลังความรู้ด้าน ต่าง ๆ

m_40f4fca.jpg oakeybear [2009-03-30 14:00:23] mail not show 192.168.1.222

Comment : 16

Zoom ++ Click

ซุ้ม ประตูโขงเป็นสถาปัตยกรรมที่มีความสวยงามเป็นอย่างยิ่ง เป็นงานประติมากรรมของช่างฝีมือเชียงตุง
ที่มีการก่อสร้างพร้อมกับวิหารโบราณของวัดในปี พ.ศ.2226 หรือจุลศักราช 1085
ครูบามหาป่าเจ้าร่วมกับเจ้าฟ้าเชียงตุง ร่วมกันสร้างขึ้น
ลวดลายประติมากรรมที่ประดับอยู่บนซุ้มประตูโขงเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ อาทิ หงส์ นก มังกร นาค ตัวมอม เป็นต้น

m_40f4fca.jpg oakeybear [2009-03-30 14:02:10] mail not show 192.168.1.222

Comment : 17

Zoom ++ Click

วิหารโบราณ
พระ มหาป่า เกสระปัญโญ ตนบุญของคนไหล่หิน
พระนักปฏิบัติที่อาศัยอยู่ในป่าบนเนินแห่งหนึ่งในบ้านไหล่หินขณะนั้น
ในกาลนั้นมีเพียงเจดีย์อยู่องค์หนึ่งเท่านั้นที่ยังไม่มีศาสนสถาน ณ ช่วงเวลาหนึ่งที่พระมหาป่า
เกสระปัญโญได้ออกบิณฑบาตตอนเช้ามืดที่เมืองเชียงตุง ประเทศพม่าเป็นประจำ
จนเป็นที่รู้จักของผู้คนในเขตเมืองเชียงตุงขณะนั้นเป็นจำนวนมาก
จนสร้างความสงสัยถึงที่มาและวัดที่จำพรรษาอยู่ จึงสอบถามต่อพระมหาป่า เกสระปัญโญว่า
“มาจากวัดแห่งใด” พระมหาป่า เกสระปัญโญตอบว่า
“อาตมามาจากวัดขบบ่าแตก” (วัดกัดไม่แตก)
จากนั้นก็เดินออกจากหมู่บ้านในเมืองเชียงตุง ชาวบ้านเดินตามเพื่อที่จะทราบว่าจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งใด
ครั้นเมื่อออกนอกเมืองไปเรื่อย ๆ ร่างของพระมหาป่า
เกสระปัญโญก็เลือนลับหายไปจากสายตาของชาวบ้านที่เดินตาม สร้างความตะลึงและความสงสัยยิ่งนัก

m_40f4fca.jpg oakeybear [2009-03-30 14:04:10] mail not show 192.168.1.222

Comment : 18

Zoom ++ Click

จาก เรื่องราวที่ชาวบ้านได้พูดกันถึงอภินิหารที่เกิดขึ้น
เจ้าฟ้าเมืองเชียงตุงได้ทราบก็ทรงออกจากเมืองเพื่อมาใส่บาตรแก่พระมหาป่า เกสระปัญโญ
จังหวะนั้นจึงได้คิดกุศโลบายที่จะทราบถึงที่มาที่ไปของพระมหาป่าเกสระปัญโญ ให้ได้
เจ้าฟ้าเมืองเชียงตุงก็ได้ให้ทหารผ่ามะพร้าวแบ่งออกครึ่งให้เท่ากัน
โดยซีกหนึ่งเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุงได้ใส่บาตรมอบให้แก่พระมหาป่าเกสระปัญโญ เก็บไว้
โดยพระองค์เก็บไว้ในครึ่งซีกที่เหลือ จากนั้นก็ให้ทหารคนสนิทออกติดตามหามะพร้าวซีกที่ได้ใส่บาตรไป
เวลาเนิ่นนานผ่านไปทหารก็สอบถามจากชาวบ้านชาวเมืองต่าง ๆ ถึงรูปลักษณะของพระมหาป่าเกสระปัญโญ
จนในที่สุดก็มาพบกับพระภิกษุรูปหนึ่งกำลังจำพรรษาอยู่ในป่าบนเนินเขาเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง
จนเกิดความแปลกใจในเหตุที่ไม่ไปจำพรรษาที่วัดและสอบถามถึงมะพร้าวที่เจ้าฟ้า
เมืองเชียงตุงได้ใส่บาตรมาให้ พบว่ามีมะพร้าวอยู่ซีกหนึ่งวางอยู่จึงนำมาประกบ
ปรากฏว่ามะพร้าวทั้งสองซีกเป็นมะพร้าวลูกเดียวกัน จึงนำความถวายรายงานต่อเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุง
ไม่นานเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุงก็พาทหารยกทัพมาพบพระมหาป่า เกสระปัญโญ
เพื่อแสดงความเคารพนับถือในอัจฉริยะของพระมหาป่า เกสระปัญโญ
และได้สร้างพระวิหารขึ้นเป็นอนุสรณ์ระลึกระหว่างเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุงกับพระ มหาป่า เกสระปัญโญในปีพ.ศ.
๒๒๒๖ ตามหลักฐานการจารึกบนแป้นไม้บนขื่อวิหารของวัด ถอดความได้ว่า

“จ.ศ.๑๐๔๕(พ.ศ.๒๒๒๖) ตัวปีก๋า เดือน ๔ เพ็ญเม็ง ๔

ไตเต่าสะง้า(มะเมีย) พระมหาเกสระปัญโญเจ้า เป็นประธาน
กับทั้งศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย ได้อัญเชิญพระสงฆ์เจ้าได้ปกแป๋ง
เสลารัตนปัพพตารามหลังนี้แล ศรัทธา นักบุญทั้งหลาย
มวลชุคน จุ่งอนุโมทนาเต๊อะ”
(พ่อหลวงหนานกุ้ม วรรณมณี, พ่ออาจารย์หนานตา อุรา, พระชัยพร อตตฺสาโร ผู้ถอด :๒๕๔๙)

m_40f4fca.jpg oakeybear [2009-03-30 14:05:02] mail not show 192.168.1.222

Comment : 19

Zoom ++ Click

ลักษณะ ของวิหารหลังนี้เป็นวิหารขนาดเล็กเปิดโล่ง ขนาดกว้าง ๕ เมตร ยาว ๙ เมตร
มีผนังก่อทึบก่ออิฐถือปูนเฉพาะด้านข้างทั้งสองด้านและด้านท้ายของวิหาร โครงสร้างของหลังคาวิหารเป็นแบบ
“ขื่อม้าต่างไหม” ส่วนของหลังคามีการลดระดับลงมาด้านหน้า ๒ ซด
และลดชั้นหลังคาปีกนกด้านข้างลงมาข้างละ ๑ ตับ ที่ส่วนกลางของหลังคามี
“ปราสาทเฟื้อง” ด้านล่างของ “หน้าแหนบ” (หน้าบัน)
เป็นแผ่นไม้แกะสลักรูปโค้งที่เรียกว่า “โก่งคิ้ว”
ส่วนบนด้านหน้าแหนบซึ่งเป็นส่วนทำขึ้นภายหลังเป็นป้านลมทำด้วยปูนซีเมนต์ (ของเดิมเป็นไม้สัก
ชาวบ้านทำการรื้อถอนออกในปีพ.ศ.๒๔๘๕) ปิดทับหัวแปทั้งด้านหน้าและด้านหลังมีลักษณะเป็นลำยองนาคสะดุ้ง
ใบระกาและหางหงส์ ส่วนช่อฟ้าทำเป็นรูปปั้นนกเขา บนสันหลังคามีรูปนกสตายุขนาดใหญ่เคลือบดินเผา

m_40f4fca.jpg oakeybear [2009-03-30 14:06:15] mail not show 192.168.1.222

Comment : 20

Zoom ++ Click

การ ต่อเติมหรือการบูรณปฏิสังขรณ์วิหารหลังนี้ชาวบ้านมีความเชื่อให้คงอยู่ใน
สภาพเดิมไม่ควรปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างหรือแก้ไข หากผู้ใดกระทำแล้วอาจจะมีอันเป็นไป
จากความเชื่อดังกล่าวทำให้วิหารหลังนี้คงอยู่ในสภาพแบบเดิม ๆ ดูสวยงามยิ่งนัก และเมื่อในปีพ.ศ.๒๕๒๓
ได้มีการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานตาม “ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๗ ตอนที่ ๑๕๙/๒๕๒๓
หน้า ๓๕๑๗ เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๒๓”
ตั้งแต่นั้นมาการบูรณปฏิสังขรณ์อยู่ในความดูแลและควบคุมของกรมศิลปากร

m_40f4fca.jpg oakeybear [2009-03-30 14:06:43] mail not show 192.168.1.222

Comment : 21

Zoom ++ Click

ตำนานการสร้างองค์เจดีย์วัดไหล่หินหลวง
วัด ไหล่หินหลวงหรือวัดเสลารัตนปัพพะตาราม (ไหล่หินแก้วช้างยืน) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า
“วัดหลวง” คำว่าวัดไหล่หินหลวงเป็นชื่อที่ชาวบ้านไหล่หินใช้เรียกกันในปัจจุบัน
คำว่า“วัดเสลารัตนปัพพะตาราม” เป็นชื่อที่ใช้ขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากร เมื่อปีพ.ศ.
๒๕๒๓ และเป็นชื่อที่ปรากฏหลักฐานอยู่บนขื่อไม้ในวิหารโบราณของวัดครั้งที่เจ้าฟ้า
เมืองเชียงตุงร่วมกันสร้างกับพระมหาป่าเกสระปัญโญ เมื่อปี พ.ศ.๒๒๒๖
และคำว่า“วัดไหล่หินแก้วช้างยืน”เป็นชื่อที่เรียกตามตำนานที่เล่าขานกันมา
โดยตั้งอยู่บนเนินเขาเล็ก ๆ ทางตอนเหนือของหมู่บ้านติดกับแม่น้ำยาวมีเนื้อที่ธรณีสงฆ์ประมาณ ๕๐ ไร่เศษ

m_40f4fca.jpg oakeybear [2009-03-30 14:07:36] mail not show 192.168.1.222

Comment : 22

Zoom ++ Click

ใน สมัยหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้งยังทรงพระทรมานสำราญอยู่ในเขตเชตวันวิหาร มีคืนหนึ่งยามใกล้รุ่ง
พระองค์ทรงรำพึงว่า “ตั้งแต่กูตถากตะได้ตรัสพระสัพพัญญูตญาณมา ถึงบัดนี้นับได้ ๒๕ พรรษา
แล้วต่อเมื่อกูมีพระชนมายุได้ ๘๐
พรรษาเมื่อใดกูตถากตะก็จะได้เสด็จเข้าสู่ปรินิพพานแล้วควรกูจะอธิษฐานธาตุ
ให้ย่อยเพื่อให้คนทั้งหลายและพระอรหันต์ได้นำไปบรรจุไว้เป็นที่บูชา
เสมอเหมือนดังกูตถากตะยังทรงมีพระชนอยู่”

m_40f4fca.jpg oakeybear [2009-03-30 14:08:19] mail not show 192.168.1.222

Comment : 23

Zoom ++ Click

พอ พระองค์ดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วได้ ๒๑๘ ปี ยังมีพระยาองค์หนึ่งทรงพระนามว่า
“ศรีธรรมโศกราช” ได้ทรงชนะข้าศึกทั้งหลายแล้วได้อาศัยเจ้านิโครธสามเณรอยู่
ได้เลิกถอยความเลื่อมใสต่อพวกเดียรถีย์ทั้งหลายเสียแล้วจึงบังเกิดปสาทะ
ศรัทธาอันแก่กล้าต่อบวรพุทธศาสนาอยากจะสร้างเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มีจำนวน ๘๔,๐๐๐ องค์พระธรรมขันธ์

m_40f4fca.jpg oakeybear [2009-03-30 14:08:44] mail not show 192.168.1.222

Comment : 24

Zoom ++ Click

ต่อ มาพระองค์ทรงพิจารณาหาพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์ดังกล่าว ก็พบที่เมืองราชคฤห์นครแล้ว
พระองค์ก็เชิญมาสู่เมืองปาตรีบุตรนคร
พระองค์ก็ทรงแบ่งพระบรมสารีริกธาตุมอบให้พระเถระเจ้าทั้งสองพระองค์คือ
“พระกุมารกัสสปะ” และ “พระเมฆยะเถระ-เจ้า”
ท่านได้นำพระอัฐิของพระพุทธองค์บรรทุกหลังช้างมาจากประเทศอินเดีย
เพื่อนำไปบรรจุที่วัดพระธาตุลำปางหลวงพอขบวนอัญเชิญมาถึงม่อนดอยแห่งนี้
ขบวนช้างเชือกนั้นก็ไม่ยอมเดินทางต่อถึงจะขับใสไล่ส่งอย่างไรก็ไม่ยอมไป
อันเป็นเหตุที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก องค์พระอรหันต์ผู้เป็นประมุขของขบวนนั้น
จึงพร้อมด้วยผู้คนที่ติดตามได้ปรึกษาหารือกันว่าสมควรที่จะสร้างองค์พระ เจดีย์องค์หนึ่ง
เพื่อเป็นอนุสรณ์และได้อัญเชิญพระอัฐิของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรรจุเอาไว้ ด้วย โดยก่อพระเจดีย์สูง ๔ ศอก
พระอรหันต์ทั้งสองพระองค์ทรงทำนายพยากรณ์เอาไว้ว่าสถานที่แห่งนี้จักได้ชื่อ ตามเหตุการณ์ที่ผ่านมาว่า
“วัดเสลารัตนปัพพะตาราม”(วัดไหล่หินแก้วช้างยืน) เพื่อสมกับที่มาของวัด
แล้วพระอรหันต์ทั้งสองพระองค์ก็นำขบวนช้างเดินทางต่อไปได้อย่างน่าอัศจรรย์
แล้วก็นำพระบรมสารีริกธาตุไปบรรจุยังวัดพระธาตุลำปางหลวงจนถึงทุกวันนี้

m_40f4fca.jpg oakeybear [2009-03-30 14:10:28] mail not show 192.168.1.222

Comment : 25

Zoom ++ Click

อ่านประวัติแล้วอลังการดีแท้ อิอิอิ

m_40f4fca.jpg oakeybear [2009-03-30 14:10:56] mail not show 192.168.1.222

Comment : 26

Zoom ++ Click

m_40f4fca.jpg oakeybear [2009-03-30 14:12:32] mail not show 192.168.1.222

Comment : 27

Zoom ++ Click

เซทนี้พอแค่นี้ก่อนละครับ ยังมีอีก 7 วัดรออยู่..............แต่ละวัดเก่าได้ใจมากๆ

ขอบคุณชมไทยสำหรับพื้นที่ครับ

m_40f4fca.jpg oakeybear [2009-03-30 14:13:49] mail not show 192.168.1.222

Comment : 28

เห็นแล้วร้อน

เอ๊ยย สวยดี

ไม่ได้ไปด้วย ไม่งั้นคงไม่มีภาพสงบๆแบบนี้หรอกนะป๋า

อิอิ

m_JaoNimm_Nymph.jpg JaoNimm_Nymph [2009-03-30 14:16:41] mail not show 61.91.252.149

Comment : 29

มาเจิมๆๆๆ
เม้นไรดี ภาพมันสวยเม้นไม่ถูก55 วัดในลำปางยังมีเก่าแก่และสวยงามอีกมากมาย

วัดพระธาตุลำปางหลวง และวัดไหล่หินหลวง งามแต้ๆ รอชมภาพต่อจ้า

Post by : ณุ้ย ไอดิน [2009-03-30 14:18:51] 118.172.109.157

Comment : 30

โห่ เทพ มาเกิด

Post by : ทักทาย [2009-03-30 16:38:57] 61.7.175.93

1

Bookmark and Share

Reply

 



Board v.0.12 beta :: Powered by : PacketLove.com | รับทำ SEO | electric cigarette | เว็บไซต์สำเร็จรูป | เว็บสำเร็จรูป | นั่งสมาธิ| สติปัฏฐาน dentist bangkok | implant bangkok | veneer bangkok | implant thailand | dentist sukhumvit | dental sukhumvit | fast braces bangkok | tooth whitening bangkok | Huahin Resort | Pool Villa Huahin |

© 2543-2562-THAILAND, All rights reserved.